วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
ความสำคัญและความหมายของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล1.ความสำคัญของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลแนวคิดเกี่ยวกับการวางแผนด้านสารสนเทศสำหรับบุคคลเป็นแนวคิดใหม่ที่ต้องอาศัยทักษะหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านการจัดการ ทั้งนี้เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการงานและการดำรงชีวิตในยุคการเปลี่ยนแปลงดังเช่นปัจจุบัน แนวคิดนี้เรียกว่า การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลให้ประสบความสำเร็จมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้
1.1 วิเคราะห์ความต้องการด้านสารสนเทศของตนเอง1.2 สำรวจและทดลองระบบ1.3 พัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นเพื่อให้สามารถกำหนดระบบที่เหมาะสมที่สุด1.4 นำระบบที่ได้กำหนดแล้วมาใช้งาน1.5 ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
2. ความหมายของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล เป็นแนวคิดที่อาศัยทักษะหลายด้านในการดำเนินการกับสารสนเทศทุกประเภทที่แต่ละบุคคลได้รับ ทั้งที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการงานหรือการดำรงชีวิต เพื่อให้สามารถนำสารสนเทศที่สำคัญหรือจำเป็นต่อบุคคลนั้นออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพพัฒนาการของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล1. ระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปกระดาษ ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน2. ระบบสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านรูปลักษณ์ ระดับความสามารถในการทำงาน และราคา ซึ่งแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีความผกผันระหว่างขนาดของฮาร์ดแวร์และความสามารถในการทำงานของระบบ3. ระบบจัดการสารสนเทศของกลุ่ม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงสารสนเทศส่วนบุคคลของกลุ่มบุคคลที่ทำงานร่วมกันเข้าด้วยกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์องค์ประกอบและประเภทของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล1. องค์ประกอบของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
1.1 ส่วนรับเข้า ประกอบด้วย ความต้องการด้านสารสนเทศของผู้ใช้ และข้อมูลที่เข้าสู่ระบบ1.2 ส่วนประมวลผล1.3 ส่วนแสดงผล
2.ประเภทของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
2.1 ประเภทรูปลักษณ์ ได้แก่ โปรแกรมสำเร็จรูป และอุปกรณ์เฉพาะ เช่น เครื่องพีดีเอ2.2 ประเภทฟังก์ชันการทำงาน เช่น ประเภทพื้นฐาน ประเภทกึ่งซับซ้อน และประเภทซับซ้อน
เกณฑ์การเลือกระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลการเลือกระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลมีเกณฑ์ที่ควรคำนึงถึงทั้งด้านผู้ที่ใช้ระบบและตัวระบบ ดังนี้1. ด้านผู้ที่จะใช้ระบบ ควรพิจารณาถึงเป้าหมาย ความต้องการด้านสารสนเทศ และสภาพแวดล้อมในการทำงาน2. ด้านตัวระบบ ควรพิจารณาถึงความสามารถในการทำงาน ราคา ความยากง่ายในการใช้และการเรียนรู้ การสนับสนุนด้านเทคนิค การรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการทดลองใช้ระบบก่อนการตัดสินใจเลือกระบบใดระบบหนึ่งระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลระบบนัดหมาย1. ระบบนัดหมายส่วนบุคคลระบบนัดหมายส่วนบุคคล หรือปฏิทินการทำงานส่วนบุคคลเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พบในระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลโดยทั่วไป ระบบนี้มีลักษณะคล้ายสมุดนัดหมายส่วนบุคคลที่เป็นกระดาษที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี2. ระบบนัดหมายกลุ่มระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการนัดประชุม หรือที่เรียกว่าระบบนัดหมายกลุ่ม จัดเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนัดหมายบุคคล การใช้งานของระบบนัดหมายกลุ่มจะบังเกิดผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสองประการ ประการแรก สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องใช้ระบบนัดหมายส่วนบุคคลในการบริหารเวลาของตนเอง และระบบนัดหมายส่วนบุคคลนั้นควรเป็นระบบเดียวกัน หากเป็นคนละระบบก็ต้องใช้รูปแบบของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้สามารถแสดงผลพร้อมกันได้ และอีกประการหนึ่งคือ ระบบนัดหมายส่วนบุคคลที่สมาชิกทุกคนใช้จะต้องสามารถเข้าถึงได้โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบติดตามงาน1. ระบบติดตามงานส่วนบุคคลระบบติดตามงานส่วนบุคคล เป็นโปรแกรมอรรถประโยชน์ประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับนาฬิกาปลุกและเครื่องคิดเลข ที่มักเป็นส่วนเสริมอยู่ในระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลแทบทุกระบบ ระบบติดตามงานบุคคลหมายถึง บัญชีรายการงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการระบบติดตามงานส่วนบุคคลมีระบบช่วยเตือนความจำ 3 รูปแบบ ได้แก่
- ป้อนข้อความเตือนความจำเข้าสู่ระบบนัดหมายส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติ เพราะระบบทั้งสอง เชื่อมโยงกัน- มีหน้าต่างเตือนความจำ แสดงขึ้นที่หน้าจอเมื่อมีการเปิดเครื่อง- ส่งข้อความเตือนความจำผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้ใช้
2. ระบบติดตามงานกลุ่มบุคลากรทุกคนต้องใช้ระบบติดตามงานส่วนบุคคลในการบริหารงานและเวลาของตนเองและระบบที่ใช้ควรเป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ สำหรับระบบนัดหมายกลุ่ม คือมาตรฐานวี-กาเล็นดาร์ระบบติดต่อสื่อสาร1. ระบบติดต่อสื่อสารแบบพื้นฐานระบบติดต่อสื่อสารแบบพื้นฐานมีลักษณะคล้ายสมุดจดที่อยู่ที่เป็นกระดาษ แต่การค้นหาข้อมูลมีการจัดเรียงลำดับในลักษณะต่างๆตามวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้งาน เช่น เรียงตามชื่อสกุล ชื่อหน่วยงานที่สังกัด2. ระบบติดต่อสื่อสารแบบซับซ้อน เช่น ระบบโทรศัพท์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลเทคโนโลยีพีดีเอพีดีเอ (Personal Digital Assistant, PDA) เป็นเทคโนโลยีระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เฉพาะที่รวมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน และได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะในการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว1. คุณลักษณะของพีดีเอ
1.1 การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ มีการพิมพ์ การถ่ายโอนข้อมูล การเขียน การแปลงข้อมูล การพูด1.2 การจัดเก็บสารสนเทศ1.3 การสื่อสาร อาจเป็นได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย1.4 การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล1.5 การถ่ายโอนและแลกเปลี่ยนข้อมูล
2. ช่องทางการสื่อสารของพีดีเอ
2.1 เทคโนโลยีเซลลูลาร์2.2 เทคโนโลยีอินฟราเรด
ระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บ1. จุดเด่นของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บ
1.1 การไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่1.2 การแสดงสารสนเทศในลักษณะมัลติมีเดีย
2. มาตรฐานสำคัญของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บในปัจจุบันมาตรฐานที่กำลังเป็นที่นิยมในการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างระบบติดต่อสื่อสาร คือ มาตรฐานวี-การ์ด เช่น การนำมาใช้ประโยชน์ด้านนามบัตรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างระบบนัดหมายและระหว่างระบบติดตามงาน คือ มาตรฐานวี-กาเล็นดาร์
1.1 วิเคราะห์ความต้องการด้านสารสนเทศของตนเอง1.2 สำรวจและทดลองระบบ1.3 พัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นเพื่อให้สามารถกำหนดระบบที่เหมาะสมที่สุด1.4 นำระบบที่ได้กำหนดแล้วมาใช้งาน1.5 ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
2. ความหมายของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล เป็นแนวคิดที่อาศัยทักษะหลายด้านในการดำเนินการกับสารสนเทศทุกประเภทที่แต่ละบุคคลได้รับ ทั้งที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการงานหรือการดำรงชีวิต เพื่อให้สามารถนำสารสนเทศที่สำคัญหรือจำเป็นต่อบุคคลนั้นออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพพัฒนาการของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล1. ระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปกระดาษ ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน2. ระบบสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านรูปลักษณ์ ระดับความสามารถในการทำงาน และราคา ซึ่งแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีความผกผันระหว่างขนาดของฮาร์ดแวร์และความสามารถในการทำงานของระบบ3. ระบบจัดการสารสนเทศของกลุ่ม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงสารสนเทศส่วนบุคคลของกลุ่มบุคคลที่ทำงานร่วมกันเข้าด้วยกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์องค์ประกอบและประเภทของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล1. องค์ประกอบของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
1.1 ส่วนรับเข้า ประกอบด้วย ความต้องการด้านสารสนเทศของผู้ใช้ และข้อมูลที่เข้าสู่ระบบ1.2 ส่วนประมวลผล1.3 ส่วนแสดงผล
2.ประเภทของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
2.1 ประเภทรูปลักษณ์ ได้แก่ โปรแกรมสำเร็จรูป และอุปกรณ์เฉพาะ เช่น เครื่องพีดีเอ2.2 ประเภทฟังก์ชันการทำงาน เช่น ประเภทพื้นฐาน ประเภทกึ่งซับซ้อน และประเภทซับซ้อน
เกณฑ์การเลือกระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลการเลือกระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลมีเกณฑ์ที่ควรคำนึงถึงทั้งด้านผู้ที่ใช้ระบบและตัวระบบ ดังนี้1. ด้านผู้ที่จะใช้ระบบ ควรพิจารณาถึงเป้าหมาย ความต้องการด้านสารสนเทศ และสภาพแวดล้อมในการทำงาน2. ด้านตัวระบบ ควรพิจารณาถึงความสามารถในการทำงาน ราคา ความยากง่ายในการใช้และการเรียนรู้ การสนับสนุนด้านเทคนิค การรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการทดลองใช้ระบบก่อนการตัดสินใจเลือกระบบใดระบบหนึ่งระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลระบบนัดหมาย1. ระบบนัดหมายส่วนบุคคลระบบนัดหมายส่วนบุคคล หรือปฏิทินการทำงานส่วนบุคคลเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พบในระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลโดยทั่วไป ระบบนี้มีลักษณะคล้ายสมุดนัดหมายส่วนบุคคลที่เป็นกระดาษที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี2. ระบบนัดหมายกลุ่มระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการนัดประชุม หรือที่เรียกว่าระบบนัดหมายกลุ่ม จัดเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนัดหมายบุคคล การใช้งานของระบบนัดหมายกลุ่มจะบังเกิดผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสองประการ ประการแรก สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องใช้ระบบนัดหมายส่วนบุคคลในการบริหารเวลาของตนเอง และระบบนัดหมายส่วนบุคคลนั้นควรเป็นระบบเดียวกัน หากเป็นคนละระบบก็ต้องใช้รูปแบบของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้สามารถแสดงผลพร้อมกันได้ และอีกประการหนึ่งคือ ระบบนัดหมายส่วนบุคคลที่สมาชิกทุกคนใช้จะต้องสามารถเข้าถึงได้โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบติดตามงาน1. ระบบติดตามงานส่วนบุคคลระบบติดตามงานส่วนบุคคล เป็นโปรแกรมอรรถประโยชน์ประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับนาฬิกาปลุกและเครื่องคิดเลข ที่มักเป็นส่วนเสริมอยู่ในระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลแทบทุกระบบ ระบบติดตามงานบุคคลหมายถึง บัญชีรายการงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการระบบติดตามงานส่วนบุคคลมีระบบช่วยเตือนความจำ 3 รูปแบบ ได้แก่
- ป้อนข้อความเตือนความจำเข้าสู่ระบบนัดหมายส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติ เพราะระบบทั้งสอง เชื่อมโยงกัน- มีหน้าต่างเตือนความจำ แสดงขึ้นที่หน้าจอเมื่อมีการเปิดเครื่อง- ส่งข้อความเตือนความจำผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้ใช้
2. ระบบติดตามงานกลุ่มบุคลากรทุกคนต้องใช้ระบบติดตามงานส่วนบุคคลในการบริหารงานและเวลาของตนเองและระบบที่ใช้ควรเป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ สำหรับระบบนัดหมายกลุ่ม คือมาตรฐานวี-กาเล็นดาร์ระบบติดต่อสื่อสาร1. ระบบติดต่อสื่อสารแบบพื้นฐานระบบติดต่อสื่อสารแบบพื้นฐานมีลักษณะคล้ายสมุดจดที่อยู่ที่เป็นกระดาษ แต่การค้นหาข้อมูลมีการจัดเรียงลำดับในลักษณะต่างๆตามวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้งาน เช่น เรียงตามชื่อสกุล ชื่อหน่วยงานที่สังกัด2. ระบบติดต่อสื่อสารแบบซับซ้อน เช่น ระบบโทรศัพท์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลเทคโนโลยีพีดีเอพีดีเอ (Personal Digital Assistant, PDA) เป็นเทคโนโลยีระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เฉพาะที่รวมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน และได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะในการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว1. คุณลักษณะของพีดีเอ
1.1 การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ มีการพิมพ์ การถ่ายโอนข้อมูล การเขียน การแปลงข้อมูล การพูด1.2 การจัดเก็บสารสนเทศ1.3 การสื่อสาร อาจเป็นได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย1.4 การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล1.5 การถ่ายโอนและแลกเปลี่ยนข้อมูล
2. ช่องทางการสื่อสารของพีดีเอ
2.1 เทคโนโลยีเซลลูลาร์2.2 เทคโนโลยีอินฟราเรด
ระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บ1. จุดเด่นของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บ
1.1 การไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่1.2 การแสดงสารสนเทศในลักษณะมัลติมีเดีย
2. มาตรฐานสำคัญของระบบจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลบนเว็บในปัจจุบันมาตรฐานที่กำลังเป็นที่นิยมในการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างระบบติดต่อสื่อสาร คือ มาตรฐานวี-การ์ด เช่น การนำมาใช้ประโยชน์ด้านนามบัตรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างระบบนัดหมายและระหว่างระบบติดตามงาน คือ มาตรฐานวี-กาเล็นดาร์
วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
สรุปรายงานหน้าชั้น
บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการสารสนเทศการสื่อสารและการจัดการทั่วไป
บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในสำนักงานอัตโนมัติ
1. ลักษณะงานสำนักงานทั่วไป งานส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศในสำนักงาน อาจจำแนกได้ดังนี้ 1.1 งานรับข้อมูลและสารสนเทศ 1.2 การเก็บบันทึกข้อมูลและสารสนเทศ 1.3 การประมวลผลข้อมูล 1.4 การจัดทำเอกสารธุรกิจ 1.5 การสื่อสารข้อมูลและเอกสารธุรกิจ2.ระบบสำนักงานอัตโนมัติกับการจัดการสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งเป็นเครือข่ายในสำนักงานอัตโนมัติจะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศระหว่างสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงานต่างๆในเครือข่าย เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำโครงการ และการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจดำเนินงานต่างๆ โดยการเผยแพร่และสื่อสารสารสนเทศไปยังกลุ่มต่างๆเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ทันสมัย เป็นปัจจุบัน เหล่านี้ทำให้การดำเนินงานในสำนักงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการสื่อสาร1. การสื่อสารทั่วไปในสำนักงาน การสื่อสาร หมายถึง การสื่อข้อความระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยปกติเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์ รวมถึงการสนทนาในรูปแบบต่างๆ การใช้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในปัจจุบันสื่อดังกล่าวทำงานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ 2. บทบาทของการสื่อสารข้อมูลในสำนักงาน 2.1 การเชื่อมโยงการทำงานของผู้บริหารและพนักงาน 2.2 การเชื่อมโยงสำนักงานกับหน่วยงานภายนอก 2.3 การประชาสัมพันธ์ 2.4 การช่วยค้นหาข้อมูลข่าวสาร3. เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลในสำนักงาน 3.1 การสื่อสารข้อมูล เป็นการนำเทคโนโลยีและวิธีการในการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ต่างๆ โดยทั่วไปมี 5 ขั้นตอน คือ การสร้างข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ส่ง นำข้อมูลมาสร้างเป็นสัญญาณเพื่อใช้ส่ง ส่งสัญญาณดังกล่าวไปเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ ทำการแปลงสัญญาณที่รับ และประมวลผลยังจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาของการสื่อสาร มีดังนี้ 3.1.1 การพิจารณาอุปกรณ์ต่อพ่วง 3.1.2 การเลือกตัวกลางสื่อสารที่เหมาะสม 3.1.3 การกำหนดเกณฑ์วิธีในการสื่อสาร 3.2 เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตถูกใช้ในการสื่อสารด้วยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูล โดยมีผู้ให้บริการ และผู้สร้างสื่อเผยแพร่มากขึ้น
4. การนำอินเทอร์เน็ตไปใช้ในสำนักงาน 4.1 การประชาสัมพันธ์ 4.2 การสื่อสาร 4.3 การทำงานทางไกล บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการทั่วไป1. บทบาทต่อการจัดการทั่วไป การจำแนกบทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการบริหารจัดการทั่วไป อาจทำได้หลายประเด็น 1.1 คุณภาพของการจัดการ - การวางแผน - การจัดองค์การและการจัดการบุคลากร - การบริหารงบประมาณ - การบริหารงานโครงการ - การควบคุมการปฏิบัติงานในสำนักงาน - การทำรายงาน 1.2 คุณภาพของผู้บริหาร บทบาทของผู้บริหารอาจแบ่งได้เป็น 3 ด้าน - การประสานงาน - สารสนเทศ - การตัดสินใจ 1.3 การทำงานเป็นทีม 1.4 การทำงานทางไกล ด้วยเครื่องมือการสื่อสารที่ทันสมัยและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทำให้ผู้ทำงานสามารถที่จะทำงานได้ต่างสถานที่ และเสมือนว่าได้ทำงานในสำนักงานเดียวกัน - ประโยชน์ ช่วยลดปัญหาด้านบุคลากร พื้นที่ใช้งานในหน่วยงาน และปัญหาสังคม - ปัญหา บุคลากรอาจลดความสัมพันธ์ระหว่างกัน ในด้านหน่วยงานอาจไม่มีความพร้อมในการประชุม ผลประกอบการไม่ได้ดังหวัง เป็นต้น2. ข้อควรพิจารณาในการปรับเปลี่ยนสำนักงานมาเป็นสำนักงานอัตโนมัติ 2.1 ด้านความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตนเอง 2.2 ด้านความพร้อมในการปรับปรุงตนเอง 2.3 การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ 2.4 การสร้างแนวคิดในการปรับปรุงตนเอง 2.5 การติดตาม การประเมินผล และการแก้ไข
การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติ การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับบุคคล1. ประเภทของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับบุคคล เมนชิง (Mensching 1991) แบ่งระดับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็น 4 ระดับ ประเภทผู้ใช้ คำอธิบาย ผู้ใช้โดยตรง เขียนโปรแกรมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือช่วยสร้างโปรแกรม ผู้ใช้โดยอ้อม ใช้สารสนเทศที่สร้างจากสารสนเทศ แต่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ หรือทำงานเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง ผู้ใช้โดยไม่เขียนโปรแกรม มีปฏิสัมพันธ์กับระบบด้วยการบันทึกข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์และผลลัพธ์จากระบบ นักคอมพิวเตอร์อาชีพ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ออกแบบระบบ และเขียนโปรแกรม2. เครื่องมือที่ใช้ในสำนักงานอัตโนมัติ 2.1 เครื่องมือประมวลผลข้อความ เช่น โปรแกรมประมวลผลคำ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร 2.2 เครื่องมือประมวลผลข้อมูล เช่น โปรแกรมสถิติ ฐานข้อมูล เครื่องคิดเลข 2.3 เครื่องมือกราฟิก เช่น เครื่องอ่านพิกัด เครื่องพลอตเตอร์ 2.4 เครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรสาร โทรศัพท์ 2.5 เครื่องมือประมวลผลภาพกราฟิก เช่น ระบบค้นคืนสารสนเทศ จานบันทึกด้วยแสง 2.6 เครื่องมือบริหารเวลา เช่น ระบบรายชื่อ ระบบเตือนความจำ 2.7 เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ เช่น ส่วนต่อประสานภาษาธรรมชาติ ระบบพูดโต้ตอบ 2.8 เครื่องมือสนับสนุนสมรรถนะการทำงาน เช่น ระบบช่วยเหลือแบบออนไลน์ ระบบฝึกอบรมด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับกลุ่ม1. การสร้างกลุ่มงานในสำนักงาน 1.1 เงื่อนไข - ปริมาณและคุณภาพ - ประสบการณ์ - กระบวนการทางสังคม 1.2 ปัจจัย - ความพยายาม - ทักษะ - กลยุทธ์ 1.3 ลักษณะกลุ่มงาน - ความเชี่ยวชาญ - ขนาดของกลุ่ม - การสื่อสาร - ความสมดุล2. กรุ๊ปแวร์ 2.1 ความหมายของกรุ๊ปแวร์ ระบบกลุ่มงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการทำงานเป็นกลุ่มของผู้ปฎิบัติงานซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่าย 2.2 หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์กรุ๊ปแวร์ - การแบ่งกันใช้สารสนเทศ - การเขียนเอกสาร - การจัดการข่าวสาร - การประชุมทางคอมพิวเตอร์ - การจัดทำตารางนัดหมายกลุ่ม - การจัดการโครงการ - การสนับสนุนการสร้างทีมงาน3. ข้อควรพิจารณาในการนำกรุ๊ปแวร์มาใช้ให้ประสบความสำเร็จ 3.1 การคัดเลือกซอฟต์แวร์ 3.2 การฝึกอบรม 3.3 การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับองค์การ1. วัตถุประสงค์ในการใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมโยงระหว่างสำนักงาน 1.1 เพื่อการสื่อสารมีประสิทธิภาพ 1.2 การแลกเปลี่ยนข้อมูลมีมากขึ้น 1.3 การประสานงานระหว่างกันดีขึ้น 1.4 การลดค่าใช้จ่ายในงานเอกสาร 1.5 การเพิ่มสมรรถนะของพนักงาน 1.6 การติดตามสถานภาพการทำงาน2. ระบบอินทราเน็ต ระบบเครือข่ายภายในสำนักงานที่จัดทำขึ้นด้วยเทคโนโลยีเดียวกับอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นตัวกลางสำหรับส่งข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อความในเอกสารไปยังหน่วยงานต่างๆ ผู้ใช้จะเข้าทำงานในระบบโดยการใช้หมายเลขผู้ใช้และรหัสผ่านของแต่ละบุคคลติดต่อกับระบบ3. ระบบเอกซ์ทราเน็ต ระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างองค์การ ซึ่งอาจเป็นพันธมิตรทางการค้าหรือลูกค้า เพื่อทำธุรกรรม หรือติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะการสื่อสารด้วยเอกสารธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
ระบบความปลอดภัยของข้อมูลในสำนักงาน1. ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลในสำนักงาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ
1.1 คน ในที่นี้มี 2 กลุ่ม คือ
-พนักงานของหน่วยงานที่ไม่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล
-พนักงานของหน่วยงานที่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล
1.2 ฮาร์ดแวร์
1.3 ซอฟต์แวร์
1.4 ไวรัสคอมพิวเตอร์
1.5 ภัยธรรมชาติ
2. รูปแบบของการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายแก่ข้อมูล ได้แก่
2.1 ดาต้าดิดดลิ่ง (data diddling) เป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว 2.2 ม้าโทรจัน (trojan horse) เป็นการทำอาชญากรรมโดยผู้ที่ได้รับความเสียหายไม่รู้ตัว เช่น การดักขโมยรหัสเพื่อผ่านเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ นำไปใช้ประโยน์ในภายหลัง
2.3 การโจมตีแบบซาลามิ (salami attack) เป็นการนำเศษเงินที่เป็นทศนิยมมารวมเป็นก้อนโต
2.4 แทรปดอร์ (trapdoor) หรือ แบคดอร์ (backdoor) เป็นจุดที่เป็นความลับในโปรแกรมที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเข้าสู่โปรแกรมหรือโมดูลได้โดยตรง จึงเป็นช่องโหว่ในการทุจริตได้
2.5 การสงครามแบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic warefare) เป็นการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์หยุดทำงานหรือการลบข้อมูลในหน่วยความจำ
2.6 ลอจิกบอมบ์ (logic bomb) เป็นการเขียนโปรแกรมโดยกำหนดเงื่อนไขเจาะจงไว้ล่วงหน้า เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โปรแกรมดังกล่าวจะทำงานทันทีไวรัสคอมพิวเตอร์
ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) หมายถึง โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยมีความสามารถในการแพร่กระจายจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในการแพร่กระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์จะแทรกตัวไปกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลหรือซ่อนตัวอยู่ในหน่วยความจำทั้งในหน่วยความจำหลักหรือหน่วยความจำสำรองก็ได้
ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์
1. บู้ตเซกเตอร์ไวรัส (boot sector virus) คือ โปรแกรมไวรัสที่แทรกตัวในตำแหน่งหน่วยความจำที่เรียกว่า บู้ตเซกเตอร์ไวรัส ตัวอย่างบู้ตเซกเตอร์ไวรัส ได้แก่ AntiCMOS, AntiEXE, Ripper, NYB (New York Boot) เป็นต้น
2. เมโมรี เรสซิเดนต์ ไวรัส (memory resident virus) คือ โปรแกรมไวรัสที่แทรกตัวในตำแหน่งเมโมรี
3. แมคโคร ไวรัส (macro virus) แพร่ระบาดโดยเมื่อคำสั่งแมคโครใดที่มีโปรแกรมไวรัสแทรกตัวอยู่ถูกเรียกมาทำงาน โปรแกรมไวรัสนั้นจะถูกเรียกมาด้วย ตัวอย่างแมคโคร ไวรัส ได้แก่ Concept, Laroux เป็นต้น
4. ไฟล์ไวรัส (file virus) เป็นโปรแกรมไวรัสที่แทรกตัวเข้าไปในเอกซ์ซิคิวเทเบิลไฟล์ (executable file) เมื่อโปรแกรมเหล่านี้ถูกเรียกมาทำงานในคอมพิวเตอร์ก็จะแพร่ไปยังโปรแกรมอื่นๆ
5. มัลติพาร์ไทต์ไวรัส (multipartite virus) เป็นไวรัสที่ผสมคุณสมบัติของบู้ตเซกเตอร์ไวรัส ไฟล์ไวรัส เข้าด้วยกัน
6. โปรแกรมกลุ่มอื่นที่เป็นภัยคุกคามเช่นเดียวกับโปรแกรมไวรัส เช่น ลอจิกบอมบ์ ม้าโทรจัน แรบบิต (rabbit) วอร์ม (worm) และอื่นๆ การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์- ให้ใช้โปรแกรมจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น- ทดสอบซอฟต์แวร์ใหม่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เป็นเอกเทศ (stand alone) และไม่มีฮาร์ดดิสก์- ให้สำรองโปรแกรมที่ต้องใช้งาน และแฟ้มข้อมูล- ให้ใช้โปแกรมป้องกันไวรัส (anti virus) ตรวจจับไวรัสเป็นประจำ- ควรมีการสำรองโปรแกรมระบบในดิสเกตต์หรือซีดีรอมโดยเป็นแบบไม่ให้มีการเขียนซ้ำ (write protect)
การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
1. การกำหนดการใช้ข้อมูล การกำหนดการใช้ข้อมูล (identification) เป็นการกำหนดสิทธิ์และการได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูล ได้แก่
1.1 การใช้บัตร (card) กุญแจ (key) หรือบัตรผ่านทาง (badge) เพื่อผ่านทางเข้าไปใช้ระบบหรือข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์
1.2 การใช้รหัสเพื่อเข้าสู่ระบบ เป็นการกำหนดรหัสเพื่อให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง
1.3 การใช้ลายเซ็นดิจิทัล (digital key) เป็นการรับรองเอกสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับในระบบลายเซ็นดิจิทัล
1.4 การตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ก่อนเข้าสู่ระบบ เช่น การอ่านลายนิ้วมือ การอ่านรูปทรงมือ การตรวจม่านตาหรือเรตินา (retina)
2. การเข้ารหัส การเข้ารหัส (encryption) เป็นกระบวนการเข้ารหัส (encode) ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโดยการแปลงเนื้อหาที่ปรากฏให้ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับผู้ลักลอบข้อมูลไป ทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ข้อมูลที่เข้ารหัสจะต้องผ่านกระบวนการถอดรหัส (decryption) เพื่อถอดรหัส (decode) ให้เหมือนข้อความต้นฉบับ
3. การควบคุมในด้านต่างๆ
3.1 การควบคุมการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล (access control) เป็นการกำหนดระดับของสิทธิ์ในการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล
3.2 การควบคุมการตรวจสอบ (audit control)
3.3 การควบคุมคน (people control)
3.4 การควบคุมระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ (physical facilities control)
4. การมีโปรแกรมเพื่อตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ (anti virus program) เป็นการติดตั้งโปรแกรมเพื่อตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ทันทีที่พบว่าดิสเกตต์ที่นำมาใช้มีไวรัสฝังตัวอยู่ หรือไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากเครือข่ายมีไวรัสติดมาด้วย
5. การจัดทำแผนรองรับกรณีเหตุร้ายหรือแผนฉุกเฉิน (disaster & recovery plan) เป็นแผนฉุกเฉินในการกู้คืนข้อมูล และแผนฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาในระหว่างทำงาน
บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในสำนักงานอัตโนมัติ
1. ลักษณะงานสำนักงานทั่วไป งานส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศในสำนักงาน อาจจำแนกได้ดังนี้ 1.1 งานรับข้อมูลและสารสนเทศ 1.2 การเก็บบันทึกข้อมูลและสารสนเทศ 1.3 การประมวลผลข้อมูล 1.4 การจัดทำเอกสารธุรกิจ 1.5 การสื่อสารข้อมูลและเอกสารธุรกิจ2.ระบบสำนักงานอัตโนมัติกับการจัดการสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งเป็นเครือข่ายในสำนักงานอัตโนมัติจะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศระหว่างสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงานต่างๆในเครือข่าย เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำโครงการ และการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจดำเนินงานต่างๆ โดยการเผยแพร่และสื่อสารสารสนเทศไปยังกลุ่มต่างๆเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ทันสมัย เป็นปัจจุบัน เหล่านี้ทำให้การดำเนินงานในสำนักงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการสื่อสาร1. การสื่อสารทั่วไปในสำนักงาน การสื่อสาร หมายถึง การสื่อข้อความระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยปกติเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์ รวมถึงการสนทนาในรูปแบบต่างๆ การใช้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในปัจจุบันสื่อดังกล่าวทำงานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ 2. บทบาทของการสื่อสารข้อมูลในสำนักงาน 2.1 การเชื่อมโยงการทำงานของผู้บริหารและพนักงาน 2.2 การเชื่อมโยงสำนักงานกับหน่วยงานภายนอก 2.3 การประชาสัมพันธ์ 2.4 การช่วยค้นหาข้อมูลข่าวสาร3. เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลในสำนักงาน 3.1 การสื่อสารข้อมูล เป็นการนำเทคโนโลยีและวิธีการในการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ต่างๆ โดยทั่วไปมี 5 ขั้นตอน คือ การสร้างข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ส่ง นำข้อมูลมาสร้างเป็นสัญญาณเพื่อใช้ส่ง ส่งสัญญาณดังกล่าวไปเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ ทำการแปลงสัญญาณที่รับ และประมวลผลยังจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาของการสื่อสาร มีดังนี้ 3.1.1 การพิจารณาอุปกรณ์ต่อพ่วง 3.1.2 การเลือกตัวกลางสื่อสารที่เหมาะสม 3.1.3 การกำหนดเกณฑ์วิธีในการสื่อสาร 3.2 เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตถูกใช้ในการสื่อสารด้วยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูล โดยมีผู้ให้บริการ และผู้สร้างสื่อเผยแพร่มากขึ้น
4. การนำอินเทอร์เน็ตไปใช้ในสำนักงาน 4.1 การประชาสัมพันธ์ 4.2 การสื่อสาร 4.3 การทำงานทางไกล บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการทั่วไป1. บทบาทต่อการจัดการทั่วไป การจำแนกบทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการบริหารจัดการทั่วไป อาจทำได้หลายประเด็น 1.1 คุณภาพของการจัดการ - การวางแผน - การจัดองค์การและการจัดการบุคลากร - การบริหารงบประมาณ - การบริหารงานโครงการ - การควบคุมการปฏิบัติงานในสำนักงาน - การทำรายงาน 1.2 คุณภาพของผู้บริหาร บทบาทของผู้บริหารอาจแบ่งได้เป็น 3 ด้าน - การประสานงาน - สารสนเทศ - การตัดสินใจ 1.3 การทำงานเป็นทีม 1.4 การทำงานทางไกล ด้วยเครื่องมือการสื่อสารที่ทันสมัยและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทำให้ผู้ทำงานสามารถที่จะทำงานได้ต่างสถานที่ และเสมือนว่าได้ทำงานในสำนักงานเดียวกัน - ประโยชน์ ช่วยลดปัญหาด้านบุคลากร พื้นที่ใช้งานในหน่วยงาน และปัญหาสังคม - ปัญหา บุคลากรอาจลดความสัมพันธ์ระหว่างกัน ในด้านหน่วยงานอาจไม่มีความพร้อมในการประชุม ผลประกอบการไม่ได้ดังหวัง เป็นต้น2. ข้อควรพิจารณาในการปรับเปลี่ยนสำนักงานมาเป็นสำนักงานอัตโนมัติ 2.1 ด้านความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตนเอง 2.2 ด้านความพร้อมในการปรับปรุงตนเอง 2.3 การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ 2.4 การสร้างแนวคิดในการปรับปรุงตนเอง 2.5 การติดตาม การประเมินผล และการแก้ไข
การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติ การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับบุคคล1. ประเภทของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับบุคคล เมนชิง (Mensching 1991) แบ่งระดับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็น 4 ระดับ ประเภทผู้ใช้ คำอธิบาย ผู้ใช้โดยตรง เขียนโปรแกรมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือช่วยสร้างโปรแกรม ผู้ใช้โดยอ้อม ใช้สารสนเทศที่สร้างจากสารสนเทศ แต่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ หรือทำงานเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง ผู้ใช้โดยไม่เขียนโปรแกรม มีปฏิสัมพันธ์กับระบบด้วยการบันทึกข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์และผลลัพธ์จากระบบ นักคอมพิวเตอร์อาชีพ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ออกแบบระบบ และเขียนโปรแกรม2. เครื่องมือที่ใช้ในสำนักงานอัตโนมัติ 2.1 เครื่องมือประมวลผลข้อความ เช่น โปรแกรมประมวลผลคำ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร 2.2 เครื่องมือประมวลผลข้อมูล เช่น โปรแกรมสถิติ ฐานข้อมูล เครื่องคิดเลข 2.3 เครื่องมือกราฟิก เช่น เครื่องอ่านพิกัด เครื่องพลอตเตอร์ 2.4 เครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรสาร โทรศัพท์ 2.5 เครื่องมือประมวลผลภาพกราฟิก เช่น ระบบค้นคืนสารสนเทศ จานบันทึกด้วยแสง 2.6 เครื่องมือบริหารเวลา เช่น ระบบรายชื่อ ระบบเตือนความจำ 2.7 เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ เช่น ส่วนต่อประสานภาษาธรรมชาติ ระบบพูดโต้ตอบ 2.8 เครื่องมือสนับสนุนสมรรถนะการทำงาน เช่น ระบบช่วยเหลือแบบออนไลน์ ระบบฝึกอบรมด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับกลุ่ม1. การสร้างกลุ่มงานในสำนักงาน 1.1 เงื่อนไข - ปริมาณและคุณภาพ - ประสบการณ์ - กระบวนการทางสังคม 1.2 ปัจจัย - ความพยายาม - ทักษะ - กลยุทธ์ 1.3 ลักษณะกลุ่มงาน - ความเชี่ยวชาญ - ขนาดของกลุ่ม - การสื่อสาร - ความสมดุล2. กรุ๊ปแวร์ 2.1 ความหมายของกรุ๊ปแวร์ ระบบกลุ่มงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการทำงานเป็นกลุ่มของผู้ปฎิบัติงานซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่าย 2.2 หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์กรุ๊ปแวร์ - การแบ่งกันใช้สารสนเทศ - การเขียนเอกสาร - การจัดการข่าวสาร - การประชุมทางคอมพิวเตอร์ - การจัดทำตารางนัดหมายกลุ่ม - การจัดการโครงการ - การสนับสนุนการสร้างทีมงาน3. ข้อควรพิจารณาในการนำกรุ๊ปแวร์มาใช้ให้ประสบความสำเร็จ 3.1 การคัดเลือกซอฟต์แวร์ 3.2 การฝึกอบรม 3.3 การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับองค์การ1. วัตถุประสงค์ในการใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมโยงระหว่างสำนักงาน 1.1 เพื่อการสื่อสารมีประสิทธิภาพ 1.2 การแลกเปลี่ยนข้อมูลมีมากขึ้น 1.3 การประสานงานระหว่างกันดีขึ้น 1.4 การลดค่าใช้จ่ายในงานเอกสาร 1.5 การเพิ่มสมรรถนะของพนักงาน 1.6 การติดตามสถานภาพการทำงาน2. ระบบอินทราเน็ต ระบบเครือข่ายภายในสำนักงานที่จัดทำขึ้นด้วยเทคโนโลยีเดียวกับอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นตัวกลางสำหรับส่งข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อความในเอกสารไปยังหน่วยงานต่างๆ ผู้ใช้จะเข้าทำงานในระบบโดยการใช้หมายเลขผู้ใช้และรหัสผ่านของแต่ละบุคคลติดต่อกับระบบ3. ระบบเอกซ์ทราเน็ต ระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างองค์การ ซึ่งอาจเป็นพันธมิตรทางการค้าหรือลูกค้า เพื่อทำธุรกรรม หรือติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะการสื่อสารด้วยเอกสารธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
ระบบความปลอดภัยของข้อมูลในสำนักงาน1. ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลในสำนักงาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ
1.1 คน ในที่นี้มี 2 กลุ่ม คือ
-พนักงานของหน่วยงานที่ไม่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล
-พนักงานของหน่วยงานที่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล
1.2 ฮาร์ดแวร์
1.3 ซอฟต์แวร์
1.4 ไวรัสคอมพิวเตอร์
1.5 ภัยธรรมชาติ
2. รูปแบบของการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายแก่ข้อมูล ได้แก่
2.1 ดาต้าดิดดลิ่ง (data diddling) เป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว 2.2 ม้าโทรจัน (trojan horse) เป็นการทำอาชญากรรมโดยผู้ที่ได้รับความเสียหายไม่รู้ตัว เช่น การดักขโมยรหัสเพื่อผ่านเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ นำไปใช้ประโยน์ในภายหลัง
2.3 การโจมตีแบบซาลามิ (salami attack) เป็นการนำเศษเงินที่เป็นทศนิยมมารวมเป็นก้อนโต
2.4 แทรปดอร์ (trapdoor) หรือ แบคดอร์ (backdoor) เป็นจุดที่เป็นความลับในโปรแกรมที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเข้าสู่โปรแกรมหรือโมดูลได้โดยตรง จึงเป็นช่องโหว่ในการทุจริตได้
2.5 การสงครามแบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic warefare) เป็นการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์หยุดทำงานหรือการลบข้อมูลในหน่วยความจำ
2.6 ลอจิกบอมบ์ (logic bomb) เป็นการเขียนโปรแกรมโดยกำหนดเงื่อนไขเจาะจงไว้ล่วงหน้า เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โปรแกรมดังกล่าวจะทำงานทันทีไวรัสคอมพิวเตอร์
ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) หมายถึง โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยมีความสามารถในการแพร่กระจายจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในการแพร่กระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์จะแทรกตัวไปกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลหรือซ่อนตัวอยู่ในหน่วยความจำทั้งในหน่วยความจำหลักหรือหน่วยความจำสำรองก็ได้
ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์
1. บู้ตเซกเตอร์ไวรัส (boot sector virus) คือ โปรแกรมไวรัสที่แทรกตัวในตำแหน่งหน่วยความจำที่เรียกว่า บู้ตเซกเตอร์ไวรัส ตัวอย่างบู้ตเซกเตอร์ไวรัส ได้แก่ AntiCMOS, AntiEXE, Ripper, NYB (New York Boot) เป็นต้น
2. เมโมรี เรสซิเดนต์ ไวรัส (memory resident virus) คือ โปรแกรมไวรัสที่แทรกตัวในตำแหน่งเมโมรี
3. แมคโคร ไวรัส (macro virus) แพร่ระบาดโดยเมื่อคำสั่งแมคโครใดที่มีโปรแกรมไวรัสแทรกตัวอยู่ถูกเรียกมาทำงาน โปรแกรมไวรัสนั้นจะถูกเรียกมาด้วย ตัวอย่างแมคโคร ไวรัส ได้แก่ Concept, Laroux เป็นต้น
4. ไฟล์ไวรัส (file virus) เป็นโปรแกรมไวรัสที่แทรกตัวเข้าไปในเอกซ์ซิคิวเทเบิลไฟล์ (executable file) เมื่อโปรแกรมเหล่านี้ถูกเรียกมาทำงานในคอมพิวเตอร์ก็จะแพร่ไปยังโปรแกรมอื่นๆ
5. มัลติพาร์ไทต์ไวรัส (multipartite virus) เป็นไวรัสที่ผสมคุณสมบัติของบู้ตเซกเตอร์ไวรัส ไฟล์ไวรัส เข้าด้วยกัน
6. โปรแกรมกลุ่มอื่นที่เป็นภัยคุกคามเช่นเดียวกับโปรแกรมไวรัส เช่น ลอจิกบอมบ์ ม้าโทรจัน แรบบิต (rabbit) วอร์ม (worm) และอื่นๆ การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์- ให้ใช้โปรแกรมจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น- ทดสอบซอฟต์แวร์ใหม่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เป็นเอกเทศ (stand alone) และไม่มีฮาร์ดดิสก์- ให้สำรองโปรแกรมที่ต้องใช้งาน และแฟ้มข้อมูล- ให้ใช้โปแกรมป้องกันไวรัส (anti virus) ตรวจจับไวรัสเป็นประจำ- ควรมีการสำรองโปรแกรมระบบในดิสเกตต์หรือซีดีรอมโดยเป็นแบบไม่ให้มีการเขียนซ้ำ (write protect)
การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
1. การกำหนดการใช้ข้อมูล การกำหนดการใช้ข้อมูล (identification) เป็นการกำหนดสิทธิ์และการได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูล ได้แก่
1.1 การใช้บัตร (card) กุญแจ (key) หรือบัตรผ่านทาง (badge) เพื่อผ่านทางเข้าไปใช้ระบบหรือข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์
1.2 การใช้รหัสเพื่อเข้าสู่ระบบ เป็นการกำหนดรหัสเพื่อให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง
1.3 การใช้ลายเซ็นดิจิทัล (digital key) เป็นการรับรองเอกสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับในระบบลายเซ็นดิจิทัล
1.4 การตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ก่อนเข้าสู่ระบบ เช่น การอ่านลายนิ้วมือ การอ่านรูปทรงมือ การตรวจม่านตาหรือเรตินา (retina)
2. การเข้ารหัส การเข้ารหัส (encryption) เป็นกระบวนการเข้ารหัส (encode) ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโดยการแปลงเนื้อหาที่ปรากฏให้ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับผู้ลักลอบข้อมูลไป ทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ข้อมูลที่เข้ารหัสจะต้องผ่านกระบวนการถอดรหัส (decryption) เพื่อถอดรหัส (decode) ให้เหมือนข้อความต้นฉบับ
3. การควบคุมในด้านต่างๆ
3.1 การควบคุมการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล (access control) เป็นการกำหนดระดับของสิทธิ์ในการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล
3.2 การควบคุมการตรวจสอบ (audit control)
3.3 การควบคุมคน (people control)
3.4 การควบคุมระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ (physical facilities control)
4. การมีโปรแกรมเพื่อตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ (anti virus program) เป็นการติดตั้งโปรแกรมเพื่อตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ทันทีที่พบว่าดิสเกตต์ที่นำมาใช้มีไวรัสฝังตัวอยู่ หรือไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากเครือข่ายมีไวรัสติดมาด้วย
5. การจัดทำแผนรองรับกรณีเหตุร้ายหรือแผนฉุกเฉิน (disaster & recovery plan) เป็นแผนฉุกเฉินในการกู้คืนข้อมูล และแผนฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาในระหว่างทำงาน
วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551
การบ้านครั้งที่ 1
1.จงอธิบายความหมายของสำนักงาน
ตอบ สำนักงาน หมายถึง สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอาจเป็นห้องเดียวหรือหลายห้อง จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ อาจใช้เป็นสถานที่สำหรับทำธุรกรรมต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน เพื่อโดยอาศัยสารสนเทศเป็นเครื่องมือ มีหน้าที่รับข้อมูลจากผู้หนึ่งมาประมวลผลแล้วส่งไปให้อีกผู้หนึ่ง
2.การจัดการสำนักงานประกอบด้วยกิจกรรมใดบ้าง
ตอบ การจัดการสำนักงานให้ได้ผลประกอบด้วยกิจกรรมด้านต่างๆ 6 ประการ ดังนี้1.การวางแผนสำนักงาน ซึ่งที่เหมาะสมประกอบด้วย- การวางแผนการจัดสถานที่และสภาพแวดล้อม- การวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานกับการรับส่งและการจัดทำเอกสาร- การวางแผนเกี่ยวกับกระแสงาน- การวางแผนการจัดหาบุคลากรตลอดจนการพัฒนาบุคลากรสำนักงาน- การวางแผนการรักษาความปลอดภัยของเอกสาร ข้อมูล ทรัพย์สิน และพนักงานในสำนักงาน- การวางแผนการติดต่อสื่อสารภายในและภายนอกด้วยระบบโทรศัพท์และโทรสาร- การวางแผนการจัดซื้อ อุปกรณ์ เครื่องใช้และวัสดุสำนักงาน- การวางแผนค่าใช้จ่ายในสำนักงาน2.การจัดสายงาน การจัดสายงานและจัดพนักงานเข้าทำงานในสำนักงาน การปฏิบัติงานที่นอกเหนือจากการบริหารใน สำนักงาน อาจจัดแบ่งได้เป็น3 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้2.1 งานวิชาชีพ เช่น การทำบัญชี การตรวจสอบบัญชี สถาปนิก วิศวกร2.2 งานสายสนับสนุน เช่น พนักงานขายสินค้า ช่าง นักเทคนิค2.3 งานสายสำนักงาน เช่น เลขานุการ พนักงานเดินสาร เจ้าหน้าที่สารบรรณ3.การควบคุมการปฏิบัติงาน เช่นการควบคุมค่าใช้จ่าย การควบคุสำนักงาน การควบคุมการเข้าออกบริเวณ4.การแก้ปัญหา เพื่อเป็นวิธีการปฏิบัติงานเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน5.การสร้างขวัญและกำลังใจ การพิจารณาเพิ่มเงินเดือน การพิจารณารางวัลการทำงาน6.การอำนวยการ เพื่อระดมทรัพยากรในการทำให้การดำเนินงานเป็นไปตามปกติ และช่วยให้การทำงานบรรลุ
3.การวางแผนสำนักงานจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
ตอบ วางแผนการจัดการสถานที่และสภาพแวดล้อม
วางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานกับการรับ-ส่งและจัดทำเอกสาร
วางแผนเกี่ยวกับกระแสงาน
วางแผนการจัดหาบุคลากร
วางแผนการรักษาความปลอดภัยของเอกสาร
วางแผนการติดต่อสื่อสารภายใน-ภายนอกด้วยโทรศัพท์และโทรสาร
วางแผนการจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องใช้
วางแผนค่าใช้จ่ายภายในสำนักงาน
4.สภาพแวดล้อมเกี่ยวกับที่ตั้งของสำนักงานมีผลต่อการปฏิบัติงานอย่างไร
ตอบ สำนักงานควรตั้งอยู่ใกล้ร้านค้าหรือร้านอาหารสำหรับให้บริการแก่พนักงาน และควรตั้งอยู่ในเส้นทางคมนาคมที่สะดวก เพราะการเดินทางของพนักงานและผู้บริหารมายังสำนักงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก
5.เทคโนโลยีที่มีใช้ในสำนักงานมีอะไรบ้าง
ตอบ ระบบงานพิมพ์ งานด้านเอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์แผ่นพับ หรือแบบฟอร์มต่างๆได้
ระบบโทรคมนาคม ระบบสื่อสารหลักการของสำนักงานคือ ระบบโทรศัพท์
ระบบส่งและจัดเก็บเอกสาร เช่น การจัดเก็บเอกสารในตู้เก็บเอกสาร
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล งานส่วนใหญ่ที่ใช้คือ งานพิมพ์เอกสาร งานบันทึก และงานค้นหาข้อมูล
ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่แพร่หลายและมีประสิทธิภาพ
6.เหตุผลที่หน่วยงานต้องพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติคืออะไร
ตอบ-การจัดซื้อซอฟต์แวร์ ในการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติอาจใช้วิธีการพัฒนาขึ้นเองในทุก ๆ เรื่อง หรืออาจใช้วิธีเลือกจัดหาซอฟต์แวร์เฉพาะเรื่องที่มีผู้พัฒนาอยู่แล้วมาใช้งานเช่นโปรแกรมประชุมทางไกล (eg.Proshare) ซึ่งจะมีข้อดีในด้านเวลา ค่าใช้จ่าย ตลอดจนประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์จะดีกว่าการเลือกพัฒนาเอง แต่ข้อเสียที่พบคือ หากมีโปรแกรมจัดซื้อมากมายในหลายเรื่อง การใช้งานร่วมกันอาจมีปัญหาความไม่สอดคล้องกันของรหัสสัญญาณ มาตรฐานอื่นๆ ฮาร์ดแวร์ ระบบซอฟต์แวร์ปฏิบัติการ ต่างกัน เป็นต้น - ความต้องการของหน่วยงานเปลี่ยนแปลงไป มีการเพิ่มหรือลดจากที่ได้กำหนดไว้ในแผนแม่บทสารสนเทศ - การเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาการเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา- ไม่มีการกำหนดมาตรฐานสากลในการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน (protocol)เช่นระบบฮาร์ดแวร์ ระบบซอฟต์แวร์ ระบบการสื่อสาร รหัสข้อมูลฯลฯ ผู้อื่น/หน่วยงานภายนอกที่ต้องติดต่อด้วยอาจใช้มาตรฐานต่างกัน - ความสามารถในการบีบอัดแฟ้มข้อมูลภาพ และเสียงยังไม่มีประสิทธิภาพพอ ยังคงใช้เนื้อที่จัดเก็บสูง และใช้เวลาในการบีบอัด/ขยาย-คืนรูป - ระบบสำนักงานอัตโนมัติจำเป็นต้องใช้ระบบสื่อสารข้อมูลซึ่งหากต้องการประสิทธิภาพ หมายถึง ค่าใช้จ่ายซึ่งสูงขึ้นและยากต่อการควบคุมยิ่งขึ้น(กรณี Virtual - Office Automation) - การสังเคราะห์เสียงจากข้อความตัวอักษรในแฟ้มข้อมูล ยังขาดความถูกต้องและสมบูรณ์พอโดยเฉพาะภาษาไทย - การวิเคราะห์ตัวอักษรไทย (Optical Thai Character Recognition) ยังอยู่ในระยะการพัฒนา อัลกอลิทึมให้สามารถเข้าใจตัวอักษรไทยได้ถูกต้องยิ่งขึ้น ทั้งการตัดคำ การพิจารณาคำผิดฯลฯ - ความแตกต่างของระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ และซอฟต์แวร์ปฏิบัติการ แต่ละภาษาจะมีรายละเอียดปลีกย่อยด้านข้อมูล หน่วยความจำ หรือแม้แต่ฮาร์ดแวร์พิเศษ แตกต่างกันไป ทำให้การพัฒนาโปรแกรมซึ่งเลือกใช้ซอฟต์แวร์ทั้งสองต่างกัน อาจมีข้อขัดแย้งไม่สามารถทำงานร่วมกัน หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ดีพอ
7.การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานจำแนกได้กี่ด้าน
ตอบ
- ด้านการประมวลข้อมูล- การจัดทำสารสนเทศ- การประกอบวิชาชีพ- การสนับสนุนผู้บริหาร
8.สำนักงานอัตโนมัติมีประโยชน์อะไรบ้าง
ตอบ ประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่าย ลดจำนวนคน ลดอุปกรณ์สื่อสารที่ไม่จำเป็น ลดจำนวนกระดาษ
เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การจัดพิมพ์เอกสาร การดำเนินงานต่างๆ
ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องและรวดเร็ว
ผู้ปฏิบัติงานมีความภาคภูมิใจในสำนักงานและหน่วยงานมากขึ้น
หน่วยงานและสำนักงานมีภาพลักษณ์ดี
9.การพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติมีกี่วิธีอะไรบ้าง
ตอบ พัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติมี 4 วิธี
1. การเลือกแนวทางการพัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ คือ การพิจารณาว่าจะดำเนินการพัฒนาในแบบใดดี ดำเนินการเองว่าจ้างที่ปรึกษา หรือจัดซื้อระบบสำนักงานอัตโนมัติมาใช้
2. การวางแผนการพัฒนา ทั้งทางด้านงบประมาณ การบวนการพัฒนาและกำลังคน
3.การพัฒนาและการจัดระบบสำสนกงานอัตโนมัติ คือการลงมือดำเนินการจัดสร้างระบบ การสั่งซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ การติดตั้งซอฟต์แวร์ ฯลฯ
4.การประเมินผลการปฏิบัติงานและการปรับเปลี่ยน เป็นการตรวจสอบว่าการปฏิบัติงานที่จัดทำขึ้นบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด
10.ในการเรียนการสอนมีปัญหาอะไรบ้างจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร
ตอบ 1. ปัญหาเวลาเรียนบางครั้งไม่เข้าใจในเนื้อหา ที่อาจารย์พูด แต่เมื่อได้กลับมาอ่านเอกสารที่รอบก็พอเข้าใจขึ้นมาบ้าง
2. ปัญหาที่บ้านไม่มีอินเตอร์เน็ตเวลาทำงาน + ส่งการบ้าน ทำให้ส่งงานช้า
11.สรุปวิวัฒนาการของสำนักงานอัตโนมัติ
ตอบ ใน ค.ส. 600 - 1832 ลูกคิด (อุปกรณ์ที่นับจีน),เครื่องบวกเลขโดยเครื่องจักร (Blaise Pascal),โทรเลข (Thomas Edison)ค.ส. 1847 - 1939ครื่องพิมพ์ดีด (Christopher Latham Sholes),โทรศัพท์ (เบล Graham อาเล็กซานเดอร์)อุปกรณ์การเขียนตามคำบอก,เครื่องคำนวณ (William S. Burroughs),เครื่องพิมพ์ดีดเกี่ยวกับไฟฟ้า (IBM),เครื่องจักรที่คำนวณอิเล็กโทรนิค Mark I-forerunner เป็นคอมพิวเตอร์ (Howard Aiken)จนมาถึงเครื่อง ENIAC คอมพิวเตอร์เครื่องแรก (J.presper Eckert Jr. และ John. Mauchly) ใน ค.ส. 1945ค.ส. 1949 - 1961 EDVAC เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับภานิชย์,UNIVAC I (U.S.),UNIVAC II,เครื่องพิมพ์ดีด (IBM)ค.ส. 1963 - 1971 Minicomputer (บริษัทอุปกรณ์ดิจิตอล, DEC),Microprocessor (Intel)ค.ส. 1972 - 1990s ระบบจอวีดีโอสำหรับการปฏิบัติคำ,ระบบแผ่นดิสเก็ตสำหรับการปฏิบัติคำ,Microcomputer (แอปเปิล),เครื่องพิมพ์ดีดอิเล็กโทรนิค (EXXON),IBM คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล, Voice Mail, networks, graphical user interfaces,แสงสีเสียง, smart products, เครื่องสื่อสารส่วนบุคคล
ตอบ สำนักงาน หมายถึง สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอาจเป็นห้องเดียวหรือหลายห้อง จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ อาจใช้เป็นสถานที่สำหรับทำธุรกรรมต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน เพื่อโดยอาศัยสารสนเทศเป็นเครื่องมือ มีหน้าที่รับข้อมูลจากผู้หนึ่งมาประมวลผลแล้วส่งไปให้อีกผู้หนึ่ง
2.การจัดการสำนักงานประกอบด้วยกิจกรรมใดบ้าง
ตอบ การจัดการสำนักงานให้ได้ผลประกอบด้วยกิจกรรมด้านต่างๆ 6 ประการ ดังนี้1.การวางแผนสำนักงาน ซึ่งที่เหมาะสมประกอบด้วย- การวางแผนการจัดสถานที่และสภาพแวดล้อม- การวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานกับการรับส่งและการจัดทำเอกสาร- การวางแผนเกี่ยวกับกระแสงาน- การวางแผนการจัดหาบุคลากรตลอดจนการพัฒนาบุคลากรสำนักงาน- การวางแผนการรักษาความปลอดภัยของเอกสาร ข้อมูล ทรัพย์สิน และพนักงานในสำนักงาน- การวางแผนการติดต่อสื่อสารภายในและภายนอกด้วยระบบโทรศัพท์และโทรสาร- การวางแผนการจัดซื้อ อุปกรณ์ เครื่องใช้และวัสดุสำนักงาน- การวางแผนค่าใช้จ่ายในสำนักงาน2.การจัดสายงาน การจัดสายงานและจัดพนักงานเข้าทำงานในสำนักงาน การปฏิบัติงานที่นอกเหนือจากการบริหารใน สำนักงาน อาจจัดแบ่งได้เป็น3 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้2.1 งานวิชาชีพ เช่น การทำบัญชี การตรวจสอบบัญชี สถาปนิก วิศวกร2.2 งานสายสนับสนุน เช่น พนักงานขายสินค้า ช่าง นักเทคนิค2.3 งานสายสำนักงาน เช่น เลขานุการ พนักงานเดินสาร เจ้าหน้าที่สารบรรณ3.การควบคุมการปฏิบัติงาน เช่นการควบคุมค่าใช้จ่าย การควบคุสำนักงาน การควบคุมการเข้าออกบริเวณ4.การแก้ปัญหา เพื่อเป็นวิธีการปฏิบัติงานเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน5.การสร้างขวัญและกำลังใจ การพิจารณาเพิ่มเงินเดือน การพิจารณารางวัลการทำงาน6.การอำนวยการ เพื่อระดมทรัพยากรในการทำให้การดำเนินงานเป็นไปตามปกติ และช่วยให้การทำงานบรรลุ
3.การวางแผนสำนักงานจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
ตอบ วางแผนการจัดการสถานที่และสภาพแวดล้อม
วางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานกับการรับ-ส่งและจัดทำเอกสาร
วางแผนเกี่ยวกับกระแสงาน
วางแผนการจัดหาบุคลากร
วางแผนการรักษาความปลอดภัยของเอกสาร
วางแผนการติดต่อสื่อสารภายใน-ภายนอกด้วยโทรศัพท์และโทรสาร
วางแผนการจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องใช้
วางแผนค่าใช้จ่ายภายในสำนักงาน
4.สภาพแวดล้อมเกี่ยวกับที่ตั้งของสำนักงานมีผลต่อการปฏิบัติงานอย่างไร
ตอบ สำนักงานควรตั้งอยู่ใกล้ร้านค้าหรือร้านอาหารสำหรับให้บริการแก่พนักงาน และควรตั้งอยู่ในเส้นทางคมนาคมที่สะดวก เพราะการเดินทางของพนักงานและผู้บริหารมายังสำนักงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก
5.เทคโนโลยีที่มีใช้ในสำนักงานมีอะไรบ้าง
ตอบ ระบบงานพิมพ์ งานด้านเอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์แผ่นพับ หรือแบบฟอร์มต่างๆได้
ระบบโทรคมนาคม ระบบสื่อสารหลักการของสำนักงานคือ ระบบโทรศัพท์
ระบบส่งและจัดเก็บเอกสาร เช่น การจัดเก็บเอกสารในตู้เก็บเอกสาร
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล งานส่วนใหญ่ที่ใช้คือ งานพิมพ์เอกสาร งานบันทึก และงานค้นหาข้อมูล
ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่แพร่หลายและมีประสิทธิภาพ
6.เหตุผลที่หน่วยงานต้องพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติคืออะไร
ตอบ-การจัดซื้อซอฟต์แวร์ ในการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติอาจใช้วิธีการพัฒนาขึ้นเองในทุก ๆ เรื่อง หรืออาจใช้วิธีเลือกจัดหาซอฟต์แวร์เฉพาะเรื่องที่มีผู้พัฒนาอยู่แล้วมาใช้งานเช่นโปรแกรมประชุมทางไกล (eg.Proshare) ซึ่งจะมีข้อดีในด้านเวลา ค่าใช้จ่าย ตลอดจนประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์จะดีกว่าการเลือกพัฒนาเอง แต่ข้อเสียที่พบคือ หากมีโปรแกรมจัดซื้อมากมายในหลายเรื่อง การใช้งานร่วมกันอาจมีปัญหาความไม่สอดคล้องกันของรหัสสัญญาณ มาตรฐานอื่นๆ ฮาร์ดแวร์ ระบบซอฟต์แวร์ปฏิบัติการ ต่างกัน เป็นต้น - ความต้องการของหน่วยงานเปลี่ยนแปลงไป มีการเพิ่มหรือลดจากที่ได้กำหนดไว้ในแผนแม่บทสารสนเทศ - การเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาการเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา- ไม่มีการกำหนดมาตรฐานสากลในการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน (protocol)เช่นระบบฮาร์ดแวร์ ระบบซอฟต์แวร์ ระบบการสื่อสาร รหัสข้อมูลฯลฯ ผู้อื่น/หน่วยงานภายนอกที่ต้องติดต่อด้วยอาจใช้มาตรฐานต่างกัน - ความสามารถในการบีบอัดแฟ้มข้อมูลภาพ และเสียงยังไม่มีประสิทธิภาพพอ ยังคงใช้เนื้อที่จัดเก็บสูง และใช้เวลาในการบีบอัด/ขยาย-คืนรูป - ระบบสำนักงานอัตโนมัติจำเป็นต้องใช้ระบบสื่อสารข้อมูลซึ่งหากต้องการประสิทธิภาพ หมายถึง ค่าใช้จ่ายซึ่งสูงขึ้นและยากต่อการควบคุมยิ่งขึ้น(กรณี Virtual - Office Automation) - การสังเคราะห์เสียงจากข้อความตัวอักษรในแฟ้มข้อมูล ยังขาดความถูกต้องและสมบูรณ์พอโดยเฉพาะภาษาไทย - การวิเคราะห์ตัวอักษรไทย (Optical Thai Character Recognition) ยังอยู่ในระยะการพัฒนา อัลกอลิทึมให้สามารถเข้าใจตัวอักษรไทยได้ถูกต้องยิ่งขึ้น ทั้งการตัดคำ การพิจารณาคำผิดฯลฯ - ความแตกต่างของระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ และซอฟต์แวร์ปฏิบัติการ แต่ละภาษาจะมีรายละเอียดปลีกย่อยด้านข้อมูล หน่วยความจำ หรือแม้แต่ฮาร์ดแวร์พิเศษ แตกต่างกันไป ทำให้การพัฒนาโปรแกรมซึ่งเลือกใช้ซอฟต์แวร์ทั้งสองต่างกัน อาจมีข้อขัดแย้งไม่สามารถทำงานร่วมกัน หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ดีพอ
7.การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานจำแนกได้กี่ด้าน
ตอบ
- ด้านการประมวลข้อมูล- การจัดทำสารสนเทศ- การประกอบวิชาชีพ- การสนับสนุนผู้บริหาร
8.สำนักงานอัตโนมัติมีประโยชน์อะไรบ้าง
ตอบ ประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่าย ลดจำนวนคน ลดอุปกรณ์สื่อสารที่ไม่จำเป็น ลดจำนวนกระดาษ
เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การจัดพิมพ์เอกสาร การดำเนินงานต่างๆ
ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องและรวดเร็ว
ผู้ปฏิบัติงานมีความภาคภูมิใจในสำนักงานและหน่วยงานมากขึ้น
หน่วยงานและสำนักงานมีภาพลักษณ์ดี
9.การพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติมีกี่วิธีอะไรบ้าง
ตอบ พัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติมี 4 วิธี
1. การเลือกแนวทางการพัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ คือ การพิจารณาว่าจะดำเนินการพัฒนาในแบบใดดี ดำเนินการเองว่าจ้างที่ปรึกษา หรือจัดซื้อระบบสำนักงานอัตโนมัติมาใช้
2. การวางแผนการพัฒนา ทั้งทางด้านงบประมาณ การบวนการพัฒนาและกำลังคน
3.การพัฒนาและการจัดระบบสำสนกงานอัตโนมัติ คือการลงมือดำเนินการจัดสร้างระบบ การสั่งซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ การติดตั้งซอฟต์แวร์ ฯลฯ
4.การประเมินผลการปฏิบัติงานและการปรับเปลี่ยน เป็นการตรวจสอบว่าการปฏิบัติงานที่จัดทำขึ้นบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด
10.ในการเรียนการสอนมีปัญหาอะไรบ้างจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร
ตอบ 1. ปัญหาเวลาเรียนบางครั้งไม่เข้าใจในเนื้อหา ที่อาจารย์พูด แต่เมื่อได้กลับมาอ่านเอกสารที่รอบก็พอเข้าใจขึ้นมาบ้าง
2. ปัญหาที่บ้านไม่มีอินเตอร์เน็ตเวลาทำงาน + ส่งการบ้าน ทำให้ส่งงานช้า
11.สรุปวิวัฒนาการของสำนักงานอัตโนมัติ
ตอบ ใน ค.ส. 600 - 1832 ลูกคิด (อุปกรณ์ที่นับจีน),เครื่องบวกเลขโดยเครื่องจักร (Blaise Pascal),โทรเลข (Thomas Edison)ค.ส. 1847 - 1939ครื่องพิมพ์ดีด (Christopher Latham Sholes),โทรศัพท์ (เบล Graham อาเล็กซานเดอร์)อุปกรณ์การเขียนตามคำบอก,เครื่องคำนวณ (William S. Burroughs),เครื่องพิมพ์ดีดเกี่ยวกับไฟฟ้า (IBM),เครื่องจักรที่คำนวณอิเล็กโทรนิค Mark I-forerunner เป็นคอมพิวเตอร์ (Howard Aiken)จนมาถึงเครื่อง ENIAC คอมพิวเตอร์เครื่องแรก (J.presper Eckert Jr. และ John. Mauchly) ใน ค.ส. 1945ค.ส. 1949 - 1961 EDVAC เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับภานิชย์,UNIVAC I (U.S.),UNIVAC II,เครื่องพิมพ์ดีด (IBM)ค.ส. 1963 - 1971 Minicomputer (บริษัทอุปกรณ์ดิจิตอล, DEC),Microprocessor (Intel)ค.ส. 1972 - 1990s ระบบจอวีดีโอสำหรับการปฏิบัติคำ,ระบบแผ่นดิสเก็ตสำหรับการปฏิบัติคำ,Microcomputer (แอปเปิล),เครื่องพิมพ์ดีดอิเล็กโทรนิค (EXXON),IBM คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล, Voice Mail, networks, graphical user interfaces,แสงสีเสียง, smart products, เครื่องสื่อสารส่วนบุคคล
วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ชิป RAM ขึ้นราคาอีกแล้ว
หลังจากราคาของ RAM ตกต่ำมานานจากปริมาณสินค้าที่มาก และการทุ่มตลาดของผู้ผลิตเกาหลี ในการระดมเงินดอลลาร์ กู้วิกฤตเศรษฐกิจ ขณะนี้ ราคาของ RAM เริ่มขึ้นอีกแล้วครับ จากความต้องการ RAM ที่มากขึ้นในคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ เพื่อรองรับโปรแกรมใหม่ ๆ รวมทั้งการพักโรงงานชั่วคราวของ National Semiconductor ทำให้ราคา RAM สูงขึ้น จากราคาในพันธุ์ทิพย์ SDRAM 32 MB จาก 1,100-1,200 บาท เป็น 1,450-1,700 บาท และ EDO 32 MB จากราคา 1,050-1,200 บาท เป็น 1,450-1,600 บาท ครับ
เพนเทียมทู ความเร็ว 450 MHz ออกแล้ว - คาดว่าความเร็วจะถึง 700 MHz ในปี 1999
บริษัท อินเทล ประกาศว่าจะส่ง CPU เพนเทียมทู รุ่น 450 MHz ออกวางตลาดได้เมื่อ 24 สิงหาคม พร้อมกับ CPU รุ่น Celeron 300 และ 333 MHz ที่มี L 2 Cache ขนาด 128 KB โค๊ดเนมว่า Mendocino สำหรับต่อกรกับชิป AMD และ Cyrix/IBM ในคอมพิวเตอร์ราคาต่ำกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ โดยบริษัท เดลล์, คอมแพค และไอบีเอ็ม จะนำ CPU เพนเทียมทู รุ่นดังกล่าว ไปใช้สำหรับเครื่อง พีซี ของตนทันที ซึ่งขณะนี้สุดท้าย อินเทลก็ตั้งชื่อเหมือนเดิม ว่า Celeron 300A และ 333 (สังเกตว่า 300 มี A เพื่อให้ทราบว่าเป็นรุ่นใหม่ ส่วน 333 ไม่มีเพราะเป็นรุ่นใหม่อยู่แล้ว)ส่วนแผนการผลิต CPU ในอนาคต ได้แจ้งว่า จะเพิ่มความเร็วของเพนเทียมทูซีออนซึ่งใช้สำหรับ workstation ให้ถึง 700 MHz และเพนเทียมทู ธรรมดา ให้ถึง 600 MHz ในปลายปี 1999 อีกทั้งความเร็วของ CPU สำหรับโน๊ตบุค ก็จะเพิ่มถึง 366 MHz ด้วย นอกจากนี้ ยังจะมีการผลิต CPU ในสายการผลิตใหม่ ที่มีการบรรจุ L 2 cache ลงในตัว CPU เลย ผิดกับเพนเทียมทูปัจจุบันที่ติดตั้ง cache มากับบอร์ด SEC คาดว่าจะทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้น และตั้งชื่อโค๊ดเนมว่า Dixon
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)